ชู AI เมกะเทรนด์ลงทุนปี 69 คาด SET มีลุ้นแตะ 1,700 จุด
บลจ.กรุงศรี มอง! หุ้นไทย ยังมีแรงหนุนจากเงินปันผล 5-7% และเงินทุนต่างชาติ คาด SET Index มีโอกาสขยับสู่ระดับ 1,650-1,700 จุด แนะ กระจายลงทุนในหุ้นเทคโนโลยี หุ้นปันผล และ Healthcare ลดความผันผวนของพอร์ตลงทุน
นายศิระ คล่องวิชา ประธานเจ้าหน้าที่กลุ่มการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงศรี จำกัด (บลจ.กรุงศรี) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจโลกปี 2569 ยังสามารถขยายตัวได้ ภายใต้สมมติฐานว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางไม่ลุกลามยืดเยื้อ โดยเศรษฐกิจหลักอย่างสหรัฐฯ ได้รับแรงสนับสนุนจากการลงทุนด้าน AI และการบริโภคที่ยังเติบโตได้ตามภาวะตลาดแรงงานที่แข็งแกร่ง ขณะที่เงินเฟ้อโลกอาจปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในปี 2569 ก่อนจะกลับเข้าสู่ทิศทางชะลอลงในปี 2570
อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อจากราคาพลังงานและต้นทุนชิปเซมิคอนดักเตอร์ที่ปรับตัวสูงขึ้น อาจกดดันให้ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) พิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายได้ ขณะที่ปัจจัยความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน อาจเข้ามาสร้างความผันผวนให้กับตลาดการเงินโลกเป็นระยะ
สำหรับเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 คาดว่าจะยังได้รับแรงสนับสนุนจากการลงทุน การส่งออก มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ อัตราดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับต่ำ และราคาน้ำมันที่ปรับลดลง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามการฟื้นตัวของการบริโภคภาคเอกชนที่ยังเผชิญกับภาระหนี้ครัวเรือน เงินเฟ้อ และค่าครองชีพ รวมถึงความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป
ในส่วนของการลงทุนในตราสารหนี้ ยังคงมุมมองการลงทุนที่ระดับ Neutral เนื่องจากโอกาสการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายยังมีจำกัด ขณะที่ระดับอัตราผลตอบแทนในปัจจุบันยังอยู่ในระดับที่น่าสนใจ โดยประเมินว่าเศรษฐกิจโลกยังส่งสัญญาณแข็งแกร่ง ส่งผลให้ความกังวลด้านเงินเฟ้อยังคงมีน้ำหนักมากกว่าความเสี่ยงด้านการชะลอตัวของเศรษฐกิจ และตลาดประเมินว่า Fed อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% ภายในสิ้นปี 2569 ทั้งนี้ ปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ ทิศทางเงินเฟ้อโลก นโยบายการเงินของ Fed ราคาน้ำมัน และความเคลื่อนไหวบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางเงินเฟ้อในระยะข้างหน้า ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% และยังไม่มีความจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในระยะนี้
สำหรับการลงทุนในหุ้นไทย มีมุมมองเชิงบวก โดยประเมินว่าตลาดยังได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ แนวโน้มเงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง และความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่มีแนวโน้มผ่อนคลาย นอกจากนี้ การยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในไตรมาสแรกของปี 2569 ยังอยู่ในระดับสูงกว่าที่ประเมินไว้ และประมาณการกำไรต่อหุ้น (SET EPS) ปี 2569 ได้รับการปรับเพิ่มขึ้นจากต้นปี 1.3% มาอยู่ที่ 96.87 บาทต่อหุ้น อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจยืดเยื้อ ความไม่แน่นอนของการเติบโตเชิงโครงสร้าง และความเสี่ยงจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตร ราคาอาหาร และอัตราเงินเฟ้อ
ด้านการลงทุนในกองทุนต่างประเทศ แม้จะมีความกังวลว่า Fed อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายและภาวะสงครามในตะวันออกกลาง แต่สินทรัพย์เสี่ยงอย่างตลาดหุ้นยังมีแนวโน้มสร้างผลตอบแทนได้ดี จากกำไรของบริษัทจดทะเบียนที่ยังเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง โดยมีหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเป็นผู้นำการเติบโต
สำหรับธีมการลงทุนที่โดดเด่นที่สุดในปี 2569 ยังคงเป็น AI เนื่องจากพื้นฐานของหุ้นในกลุ่มนี้ยังคงแข็งแกร่ง และการลงทุนด้าน AI ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับความต้องการใช้งานที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยแนะนำให้ทยอยลงทุนในกองทุนกลุ่ม Global Tech และ Asia Tech ในช่วงที่หุ้นกลุ่ม Semiconductor อยู่ในภาวะปรับฐาน พร้อมกระจายการลงทุนไปยังหุ้นกลุ่ม Defensive เช่น Global Dividend และ Healthcare เพื่อช่วยลดความผันผวนของพอร์ตการลงทุน
ส่วนผู้ลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ในระดับปานกลาง แนะนำให้จัดพอร์ตการลงทุนในสัดส่วนหุ้น 50% และตราสารหนี้ 50% ครอบคลุมการลงทุนทั้งในหุ้นโลก หุ้นเทคโนโลยี หุ้นจีน หุ้นปันผล และกลุ่ม Healthcare ควบคู่กับการลงทุนในตราสารหนี้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงการลงทุนผ่านกองทุน RMF และ Thai ESG เพื่อใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี
ด้านนายฑลิต โชคทิพย์พัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนตราสารทุน บลจ.กรุงศรี กล่าวว่า แม้ตลาดหุ้นไทยยังเผชิญความท้าทายในหลายมิติ แต่ยังไม่ใช่ภาพของการไหลออกของเงินทุนต่างชาติอย่างรุนแรง โดยแรงหนุนสำคัญยังมาจากหุ้นที่ให้ผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) ในระดับ 5-7% ซึ่งยังมีความน่าสนใจเมื่อเทียบกับหลายประเทศในภูมิภาค อย่างไรก็ตาม หากจะเห็นเงินทุนต่างชาติไหลเข้าจำนวนมากจนผลักดันดัชนีปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อาจต้องรอปัจจัยบวกใหม่ที่จะเข้ามาเปลี่ยนโครงสร้างการเติบโตของเศรษฐกิจไทย
ทั้งนี้ ประเทศไทยยังขาด New S-Curve ที่จะเข้ามาพลิกโฉมการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว ทำให้ความคาดหวังของนักลงทุนต่อหุ้นไทยยังอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ ทั้งจากบริษัทจดทะเบียน นักวิเคราะห์ และผู้ลงทุนที่ต่างประเมินแนวโน้มการเติบโตอย่างระมัดระวัง อย่างไรก็ตาม เมื่อภาพเศรษฐกิจและผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนออกมาไม่ได้แย่กว่าที่คาด ก็มีโอกาสที่จะสร้าง Positive Surprise ให้กับตลาดได้ แม้จะยังไม่ใช่ Investment Thesis ที่แข็งแกร่งสำหรับการลงทุนระยะยาวก็ตาม
ในมุมการลงทุน จุดแข็งของตลาดหุ้นไทยในเวลานี้ คือหุ้นที่ให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลในระดับ 5-7% ซึ่งถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนที่ต้องการกระแสเงินสดระหว่างรอปัจจัยบวกใหม่ แม้หุ้นไทยส่วนใหญ่จะยังอยู่ในกลุ่ม Old Economy และไม่ได้อยู่ในธีมการเติบโตของ AI เช่นเดียวกับตลาดหุ้นโลก ขณะที่หุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI ในตลาดไทยมีจำนวนจำกัด และบางบริษัทซื้อขายอยู่ในระดับราคาที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก
สำหรับกลุ่มหุ้นที่น่าจับตา ยังคงให้น้ำหนักกับหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์จากปัจจัยหนุนด้านเงินปันผล รวมถึงกลุ่มท่องเที่ยวที่เชื่อว่าจะกลับมาเติบโตได้ในระยะถัดไป จากจุดแข็งด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทย และกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับภาคเกษตร หากได้รับแรงหนุนจากราคาพืชผลทางการเกษตรที่ปรับตัวดีขึ้น ทั้งนี้ หากผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในช่วงที่เหลือของปีออกมาไม่แย่กว่าคาด ดัชนี SET Index ก็มีโอกาสปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 1,650-1,700 จุดได้ แม้ตัวเลขดังกล่าวจะยังเป็นเพียงการประเมินเบื้องต้นของทีมลงทุน และยังไม่ได้เป็นเป้าหมายอย่างเป็นทางการก็ตาม
ขณะที่ นางสุภาพร ลีนะบรรจง กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงศรี จำกัด (บลจ.กรุงศรี) เปิดเผยว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 บริษัทมีทรัพย์สินภายใต้การบริหารจัดการ (AUM) อยู่ที่ 6.91 แสนล้านบาท โดยกองทุนรวมยังคงเป็นธุรกิจหลักของบริษัทและมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 5 ของอุตสาหกรรม (ข้อมูล ณ มิ.ย. 69) และในช่วงครึ่งปีแรก บลจ.กรุงศรี ยังเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์การลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยได้ร่วมมือกับบริษัทจัดการสินทรัพย์ชั้นนำระดับโลกอย่าง Invesco เปิดตัว 3 กองทุนใหม่ ได้แก่ KF-GEI ที่มีขนาดกองทุน 1,398 ล้านบาท กองทุน KF-SP500M และ กองทุน KF-SP500MFX ซึ่งมีขนาดกองทุนรวม 1,352 ล้านบาท นอกจากนี้บริษัทยังเป็นหนึ่งในผู้นำด้านกองทุนสกุลเงินตราต่างประเทศที่ครอบคลุมทั้งหุ้น ตราสารหนี้ และธีมการลงทุนศักยภาพด้วยขนาดกองทุนรวมกันกว่า 1.39 พันล้านบาท
สำหรับแผนธุรกิจช่วงครึ่งหลังของปี 2569 บริษัทยังคงมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์การลงทุน พร้อมต่อยอดความร่วมมือกับบริษัทจัดการกองทุนชั้นนำ เพื่อนำเสนอกองทุนใหม่ที่มีความหลากหลายและตอบโจทย์สภาวะการลงทุน ควบคู่กับการพัฒนาช่องทางการให้บริการและระบบดิจิทัล ทั้งการเพิ่มช่องทางติดตามพอร์ตการลงทุนผ่าน LINE Connect และการพัฒนาฟีเจอร์ใหม่บน @ccess Mobile รวมถึงปรับโฉม @ccess Online เพื่อยกระดับประสบการณ์การลงทุนที่ดีอย่างต่อเนื่อง
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB